EGOT-Sub Event: 01 A dream which I raise my sword towards.

posted on 23 Jun 2013 12:24 by mosaicx

 

Sub-Event: 01

A dream which I raise my sword towards.

I hate red

 
(ทำสัญลักษณ์ตระกูลประกอบ)
 

 

 

ข้ามีความลับ

มันเป็นสิ่งที่ไม่อยากให้ใครรู้

ต้องไม่มีวันให้ใครรู้ถึงความจริงของตัวข้า

                                             เอดา มอสซาวิค

 

 

          1 ปีก่อน

          หิมะร่วงโปรยปราย ทิวทัศน์สีขาวกระจ่างทั่วทำให้ภาพดูลวงตา ชายหนุ่มขยับเสื้อคลุมหนังสัตว์ ก่อนธนูถูกขึงสาย แขนของเขาเหยียดง้างตรงพร้อมจะยิงลูกศรออกไป สายตาคมมองกระต่ายขาวที่วิ่งอย่างไม่รู้ว่าตนตกเป็นเหยื่อของชายที่สวมชุดสีดำสนิทเอดา มอสซาวิคนิ่งอย่างใจเย็น รอช่วงวินาทีที่กระต่ายสีขาวจะหยุดอยู่ในจุดที่เขาจะเล็ง

          ไม่อยากทำเท่าไรเลย

          เด็กหนุ่มคิดในชั่วขณะที่ปล่อยลูกศรออกไป เสียงแหวกอากาศดังขึ้นพร้อมกับกระต่ายที่ล้มลง จากจุดที่เขามอง กระต่ายขาวตนนั้นถูกยิงเข้าที่คอ มันดิ้นทุรนทุรายอยู่ครู่ก่อนจะสงบ เอดาเดินเข้าไป เขามองเลือดสีแดงที่อาบย้อมให้หิมะสีขาวเป็นสีเช่นเดียวกัน

           “.....ข้าจำเป็น”

          เด็กหนุ่มพูดเรียบๆ ก่อนจะหยิบมีดขึ้นเงื้อ สายตาเย็นชานั้นปรากฏวูบก่อนเสียบมันกลางตัวให้เลือดสีแดงฉานอาบย้อมทั่วตัวกระต่าย ไร้ซึ่งความเวทนา ไร้ซึ่งความสงสาร มีเพียงคิ้วที่ขมวดเมื่อเห็นสีแดงมากมายไหลทะลักย้อมร่างนั้น

          รอยยิ้มปรากฏ 

          เด็กหนุ่มจับขาของซากกระต่าย เขารู้สึกยินดี ความยินดีนั้นมีมากกว่าความรังเกียจ "เท่านี้.... ข้าก็จะได้ไปพบท่านแล้ว .... พี่ของข้า" เขาหัวเราะขึ้น

          แสงจันทร์ของข้า

 

ข้ามีคำถาม ถามท่านได้ไหม 

ได้สิ

หากอยากได้คำตอบ ก็ถามมา

แต่สิ่งที่ข้าพูดอาจไม่ตรงกับที่เจ้าต้องการฟัง

 

 

          6 ปีก่อน

          หากย้อนไปในอดีต ก่อนที่เอดาจะเข้ามาใน  Winterfell ในฐานะนักรบ เด็กชายวัย 12 ปี แทบไม่มีความคิดอยากจะจับดาบเพื่อต่อสู้กับใครเลยทั้งสิ้น ชีวิตของเด็กชายมีเพียงความเรียบง่าย เช้ามาก็ช่วยคุณป้าทำอาหาร เย็นก็เดินเล่นในตลาด ทำงานจิปาถะไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดมุ่งหมายในชีวิต ทุกคนในตลาดและหมู่บ้านต่างลืมกันไปแล้วว่าเด็กชายผู้มีเส้นผมสีดำยุ่งเหยิง และนัยน์ตาสีฟ้านั้นเป็นคนของตระกูลนักรบ

          ตระกูลมอสซาวิค เป็นตระกูลหมาล่าเนื้อ ครอบครัวนักรบที่ทุกคนต่างมีหน้าที่ของตน มีวินัย รักหน้าที่ อาศัยอยู่ที่ Widow's watch ปราสาทในแดนเหนือ เป็นที่ตั้งของตระกูลใต้อาณัติสตาร์ค ตั้งอยู่ตรงแหลมที่ยื่นเข้าส่วนเหนือของอ่าวเดอะไบท์ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของ Winterfell

          แม้ว่าเอดาจะเป็นเด็กชายเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ แต่ทุกคนต่างก็ลืมเขาและอยู่เหนือการใส่ใจของผู้ใหญ่คนใด เพราะต่างรู้ว่า ทายาทของมอสซาวิคนั้นเป็นของดรุณีน้อย เด็กสาวที่เปล่งประกายเข้มแข็งกว่าทายาทใดในตระกูล ตามเสียงเล่าลือ หลังจากที่บุตรคนโตของตระกูลตาย เรนัลด์ผู้นำของตระกูลก็ไม่ได้แต่งงานเพื่อมีทายาทใหม่ หมาล่าเนื้อชราแขนเดียวแต่งตั้งให้บุตรสาวคนโต ลูกคนเล็กดำรงตำแหน่งสำคัญของบ้าน ทั้งที่นางอายุเพียง 12 และเป็นสตรี

          เช้าวันนี้เป็นวันที่เอดาต้องมาขนของให้กับคนงานในบ้าน เด็กชายตัวน้อยแอบอู้การฝึกตนเยี่ยงนักรบ ลอบมาทำงานจิปาถะอีกครั้ง ก่อนจะมีอาทิตย์ขึ้น เขายกของใส่เกวียนได้ไปกว่าครึ่งแล้ว ความเหนื่อยที่มีนั้นไม่มาก แต่ก็ไม่คิดว่าจะไปวนเวียนใกล้สนามฝึกแต่อย่างใด เอดารู้ดีว่าหากไปตอนนี้ พี่สาวของเขาก็ยังไม่พักแน่ๆ เด็กน้อยจึงรอคอยให้ใกล้สว่างเต็มที ค่อยละมือจากงาน ไปล้างเนื้อตัว แสร้งว่าเพิ่งตื่นนอน วิ่งไปเอาอาหารแล้วหิ้วยังลานฝึก

          เคร้ง!

          เสียงของดาบปะทะกันดังขึ้น เอดาเห็นร่างครูฝึกกำลังประมือกับเด็กสาววัย17 ปี เส้นผมสีทองของเธอผู้นั้นชุ่มชื้นด้วยเหงื่อ ท่วงท่ารุกรับคล่องแคล่วว่องไวจนดูลื่นไหลนัก เด็กน้อยค่อยๆ ย่อง แล้วเดินไปหลบที่ข้างๆ เก้าอี้ เขารู้ดีว่าเวลานี้คงไม่มีใครเห็น และถึงเห็นก็ไม่เรียกให้เข้าร่วมหรอก

          จอมขี้เกียจเอดา เป็นฉายาจริงที่ทุกคนต่างทราบ เด็กชายที่แตกต่างจากลูกพี่ลูกน้องอย่างอิซาเบลล่า เอดาไม่เคยคิดว่าตนต้องเสียใจที่ฝีมือตัวเองด้อยกว่า หรือมีคนเอาเขามาเปรียบกับพี่สาวเลย ตรงข้าม ยิ่งเขาทำตัวขี้เกียจ เกเร ทุกคนต่างจะยิ่งรักอิซาเบลล่า นั้นเป็นเรื่องที่เขายินดีมาก

          เขารู้ว่าตัวเองมีค่าแค่ไหน รู้ดีว่าฝีมือตัวเองต่อให้พัฒนาเท่าใดก็ไม่อาจเก่งไปมากกว่านี้ เด็กน้อยอย่างเขานั้นแค่เห็นเลือดก็แทบอาเจียน ถือดาบก็แทบจะไม่ไหว คนเข้ามาประชิดตัวก็จะขยับขาหนี ความกล้าก็ไม่มี แล้วแบบนี้จะเอาอะไรไปปกป้องคนในบ้านกัน เด็กชายคิดแค่ว่าทำตนให้พอเกื้อหนุนไม่เป็นภาระได้ก็เพียงพอ

          แม้มันเหมือนการโยนภาระให้พี่สาว แต่เขาสิ้นหวังกับตัวเองมานานแล้ว

          ตั้งแต่วันนั้น

          เสียงประดาบเงียบลง เอดาหันมองร่างงามที่หยุดขยับกาย เธอผู้นั้นเดินตรงมายังเขา หยิบผ้า วางดาบ ก่อนเช็ดซับเหงื่อ “พี่เบล! ข้าเอาอาหารมาให้” เด็กชายยิ้มกว้าง เขาร้องเรียกทันที เด็กสาวหันมามองก่อนเลิกคิ้ว

          “ … เอดา เจ้าโดดซ้อมอีกแล้วนะ” อิซาเบลล่าพูดเรียบๆ เธอมองเจ้าตัวมอมแมมยิ้มแป้นก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เอดาเดินมานั่งข้างๆ เด็กน้อยรินน้ำ แล้วส่งให้ เขาทำมาเนิ่นนานหลังจากที่อีธานตาย เอดามักคิดถึงวันที่เธอคนนี้เอาอาหารมาให้ทุกเช้า หากว่านี่เป็นการลดภาระของเธอได้บ้าง มันก็ไม่ใช่เรื่องหนักหนาเลย

          “พี่ก็รู้ว่าข้าต้องออกไปทำธุระ แถมข้ากำลังโตนะ…. “ เอดาเกาแก้ม จนคำพูด ไม่ได้อยากแก้ตัวอะไรมาก เด็กน้อยรอพี่สาวว่าจะว่ากล่าวอะไร แต่น่าแปลก ร่างงามข้างกายไม่ปริปากอะไร

          “ข้าจะไปแล้วนะ”  เอดาขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ “พี่จะไปเที่ยวเหรอ? … ไปวันใดกันข้าจะได้เอาข้าวปลาไปให้”

          “…. เปล่า ข้าจะไปเป็นนักรบรับใช้ลอร์ดสตาร์ค วันพรุ่งนี้”

          ร่างเล็กเกร็งขึ้นทันที  เหงื่อซึมขึ้นบนใบหน้า ปากเม้มเป็นเส้น อารมณ์โกรธพุ่งขึ้นมา  “พี่เอาเรื่องนี้มาพูดกับข้า ล่วงหน้าเพียงหนึ่งวันเหรอ!!” เอดากล่าวเสียงดัง ใบหน้าโกรธขึงก่อนจะรู้ตัวได้ว่าตนทำไมถูก

          “….. ข้าขอโทษ” เด็กน้อยพูดเสียงเบา

          อิซาเบลล่าไม่ว่าเรื่องอาการของเด็กชายที่แสดงออกมา เธอนิ่ง “ข้าต้องไป… เจ้าอยู่ทางนี้ก็ดูแลตัวเองด้วย อย่าทำให้เราเสียหายไปมากกว่านี้” เด็กสาวพูดก่อนเดินจากไป เด็กน้อยมองน้ำและอาหารที่ไม่ถูกแตะต้องเลยแม้แต่นิดเดียว ความเงียบเข้าปกคลุมทุกสิ่งรอบตัว เอดาทำได้แต่เพียงก้มหน้า เขารับรู้ว่าหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป บางอย่างของตนก็จะหายไปอีกอย่างแน่นอน คิดเช่นนั้นจึงรีบวิ่งไปหา หวังว่าจะเปลี่ยนความคิดของเธอได้ แต่เด็กน้อยก็หยุดลง เมื่อเห็นสายตาของพี่สาวจ้องไปที่ดาบเล่มหนึ่ง

          ดาบของอีธาน มอสซาวิค ผู้จากไป

          ความคิดเกิดขึ้นในเบื้องลึก ใต้จิตสำนึกเด็กน้อยก็รู้ว่าตนไม่อาจพูดอะไรได้อีก

 

ท่านเคยปรารถนาสิ่งใดอย่างแรงกล้าจนพร้อมเหยียบผู้อื่นต่างทางเดินหรือเปล่า?

“เคยสิ...”

ข้าปรารถนาความตาย ในเบื้องลึกนั้นข้าสิ้นหวังกับตัวตน

เปรียบเหมือนสุนัขไร้เขี้ยวคม ข้ากำลังไล่กัดหางตัวของข้าเอง

 

          12 ปีก่อน

 

          ปลายปีที่หนาวเหน็บ เด็กชายอายุได้ 6 ปี ก็มีคนมากมายคอยดูแลเอาใจใส่ เอดาไม่ได้เป็นเจ้าชายจากที่ไหน แต่เป็นเพราะโศกนาฏกรรมของเขาทำให้ทั้งบ้านตกอยู่ในความโศกเศร้า เบน กับอูน่า มอสซาวิค รวมถึงคณะเดินทางโดนกลุ่มผู้ร้ายลอบโจมตี ปล้นชิงของมีค่าระหว่างทางการเดินทาง ทำให้ทุกชีวิตจบลงอย่างน่าสลด เหลือเพียงชีวิตน้อยๆ ของลูกชายคนเดียวของทั้งคู่ ทุกคนจึงร่วมกันสงสารเห็นอกเห็นใจเด็กชายตัวน้อย

          โดยหารู้ไม่ว่ามันทำให้เด็กน้อยย้ำถึงเวลาที่พ่อแม่ของเขาตาย

          เอดาไม่ต้องการ

          เด็กชายตัวน้อยต้องการแค่ความสงบ ความเงียบ ให้เขาจมอยู่แต่ในความทุกข์เพียงลำพัง ไม่ต้องพบหน้าผู้ใด เด็กชายเข้าใจว่าความห่วงนั้นมีแต่การเสแสร้ง ไม่ว่าเรนัลด์ อีธาน หรืออิซาเบลล่าก็โกหก

          โลกนี้เชื่อถือไม่ได้

          เพราะถ้าหากเชื่อได้ พ่อแม่ของเขาจะตายได้อย่างไร และหากว่าเชื่อได้จริงเขาจะมาเสียใจแบบนี้ทำไมกัน เมื่อความเศร้าครอบงำ เด็กชายตัวเล็กจึงเอาแต่ร้องไห้ ไม่ยอมกินอะไรทั้งสิ้น ความหิวโหยหายไปไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยว มีแต่ความรู้สึกอยากหายไปตามพ่อแม่ คิดแล้วก็หลับตาลง นอนรอความตายที่ต้องมาเยือน

          เป็นวันที่ 3 ที่เขากินเพียงแค่น้ำ

          “หากอยากตาย… เลือกตายที่มันดีกว่านี้หน่อย” เสียงของเด็กหนุ่มดังขึ้นมา ไร้ซึ่งความอ่อนโยนทั้งสิ้น เอดาลืมตาขึ้นมา อิซาเบลล่าไม่อยู่ ไม่มีใครอยู่ มีเพียงร่างของนักรบหนุ่มทายาทของตระกูลนั่งอยู่บนเก้าอี้แล้วหันมาที่เขา

          เอดาจำได้ว่าคนๆ นี้คือคนที่ช่วยเขาจากซากศพพ่อแม่ อีธาน มอสซาวิค เด็กหนุ่มที่พ่อแม่ของเขามักเล่าว่าเก่งกล้าและอ่อนโยนนักหนา แต่จากท่าทางที่แสดงออกมาก็ไม่เห็นว่าจะใจดีสักนิดเดียว

          อีธานจ้องมองเขาอย่างเย็นชา ดุร้ายและกราดเกรี้ยว “… ไอ้เด็กไม่เห็นค่าของชีวิตที่พ่อแม่ให้มา” เอดาเบิกตากว้าง อย่างตกใจเพราะไม่คิดว่าเด็กหนุ่มจะมาพูดอะไรแบบนี้ใส่

          เสียงของเด็กน้อยไม่ตอบโต้ เพราะไม่สามารถพูดได้ลำคอแห้งผากและตัวสั่น

          “เจ้าคิดบ้างหรือไม่ ที่รอดตายมาได้ก็เพราะพ่อแม่เจ้าช่วยให้เจ้ารอด หากไม่ใช่เพราะพวกเขาเอาเจ้าแอบไว้ในลังไม้ เจ้าก็ไม่มีโอกาสนอนรอความตายแบบที่ทำอยู่นี้!”

          “..ข้า ข้าไม่ได้อยากรอด” เสียงแหบของเด็กน้อยดังขึ้น

          “เจ้าชังพ่อแม่เจ้าขนาดทิ้งชีวิตที่พวกเขาปกป้องแล้วตายอย่างหมาไร้เกียรติหรือ เอดา เจ้ารู้หรือไม่ว่าทุกคนกังวลกับเจ้ามากแค่ไหน รู้มั้ยว่าซุปแต่ละถ้วยอิซาเบลล่าใช้เวลานานเท่าไร เจ้ารู้มั้ยว่าเราหวังให้อาหารที่เจ้าได้กินจะทำให้เจ้ารู้สึกมีความสุขน่ะ” ความเงียบจุกเข้าที่ลำคอ เสียงที่ไม่มีอยู่แล้วยิ่งหดหาย เหลือเพียงเสียงสะอื้นของเด็กชายที่ดังออกมาแทนที่ “……กินข้าวซะ……วันพรุ่งนี้เจ้าต้องไปหาพ่อข้า อิซาเบลล่า และข้าที่ห้องด้วยขาของเจ้าเอง”

          เด็กหนุ่มจากไป เอดามองเห็นซุปอุ่นๆ อาหารร้อนๆที่วางไว้ข้างเตียง น้ำตามากมายพรั่งพรู ความเจ็บใจนั้นมีมากมาย แต่ความแค้นใจในความอ่อนแอนั้นมีมากมายเหลือเกิน

          วันนั้น เป็นวันแรกที่เอดารับรู้รสชาติของคำว่าห่วงใย

          ความห่วงใยที่มาจากทุกคนในครอบครัว

          แต่คำว่าทุกคนในครอบครัวนี้ ไม่เกี่ยวกับ มันผู้นั้นแต่อย่างใด

          ซารูแวน

 

ท่านเคยเฝ้าฝันถึงบางสิ่งบนหอคอยสูง ที่ต้องเหยียบซากศพผู้คนต่างบันไดขึ้นไปหรือเปล่า?

เคยสิ... 

เหยียบย่างมันให้ถึงศพสุดท้าย 

แล้วข้าจะมอบความตายใต้คมดาบของตัวเอง

เพื่อแลกกับสิ่งหนึ่ง

ที่นางควรได้

ในจุดที่ข้าทำได้เพียงเท่านี้

 

          ปัจจุบัน

          “ข้าเห็นนางยืนอยู่บนนั้น”

          เสียงของทหารตอบกลับมา เอดายิ้มทะเล้นแล้วตบบ่าอีกฝ่ายอย่างหยอกล้อ “ขอบใจนะพี่ชาย ข้าตามผู้หญิงถึกๆ มานาน ถ้าไม่ได้ท่านบอกข้าคงต้องเดินหลงไปอีกนานแน่ๆ” เด็กหนุ่มเดินขึ้นบันใดสูงเพื่อขึ้นไปที่ห้องหอคอย บันไดแคบแถมวนทำให้ต้องระวังในการเดินทุกฝีก้าว

           ร่างนั้นยืนอยู่ตรงนั้น เอดามองหญิงสาวที่ยืนอยู่ ร่างงามแต่ดูแข็งแกร่ง เส้นผมสีทองโดนเกล้ามัดไม่ให้ดูรกรุงรัง เด็กหนุ่มตั้งใจจะส่งเสียงเรียก แต่ก็หยุดลง เสียงกลั้นสะอื้นดังขึ้น ไหล่บางนั้นสั่นเทา

          เอดาถอยออกมาอย่างเงียบงัน

          ข้าไม่มีวันแทนคนๆ นั้นได้ ไม่มีทาง ไม่มีใครต้องการให้เป็นเช่นนั้น

          และจะไม่มีวันเป็นไปได้

 

 

ท่านเคยหลงใหลบางสิ่งมากจนห้วงอากาศว่างเปล่ากลับกลายเป็นเข็มแหลมที่เสียดแทงกายท่านหรือเปล่า?

เคยสิ...

ข้าหลงรักอีธาน มอสซาวิคมาเนิ่นนาน

ความแข็งแกร่ง ความสง่างาม เขามีทุกสิ่งที่ข้าหลงใหล ข้าอยากได้ความแข็งแกร่ง

ฝันจะเป็นอย่างอีธานมาตลอด บุญคุณของเขา ที่กล่าวออกมาในวันนั้น ทำให้ข้ามีวันนี้ วันที่ข้ายืนอยู่แล้วยิ้มออกมาได้­

 ข้ามักได้ยินเขากล่าวอยู่เสมอ ว่าอยากเป็นนักรบที่รับใช้ลอร์ดสตาร์คอย่างเต็มภาคภูมิ

ทุกวันข้ามักเห็นเขาตั้งมั่นในการลงมือทำสิ่งหนึ่งเพื่อครอบครัวของเขาเสมอ

ข้าเห็นเขาดุจดวงตะวัน

ข้ารักเขา

รักในแบบที่ไม่สามารถอธิบายได้ ความต้องการครอบครองนั้นไม่มี แต่สิ่งที่มีคือการใฝ่ฝันถึง

แต่ข้าไม่อาจครอบครอง

 

          1 ปีก่อน

          ในห้องที่ข้าหลับ เสียงของลม และหิมะดังอยู่นอกหน้าต่าง ธนูของข้านั้นวางอยู่ข้างเตียงพร้อมมีด และดาบ ข้าเพิ่งเดินทางออกไปหากระต่ายสีแดง

          สีแดง ที่ข้าแสนชิงชัง  

          “กินข้าวซะ”

          เสียงหนึ่งพูดขึ้นมา เพื่อนของข้าวางจานขนมให้ข้า หากแต่น่าเสียดายที่ความหิวไม่ได้เยื้องกลายมาหา มีแต่ความพะอืดพะอม การลงมือฆ่ากระตายไม่ใช่เรื่องสนุก ถึงจะไม่รู้สึกอะไรแต่สีแดงของโลหิตช่างติดตา

          “… รอก่อน ข้ายังไม่อยากกินตอนนี้”

          ข้าตอบเสียงเรียบ ไม่ได้อยากให้เพื่อนเสียความรู้สึก แต่บางครั้งอะไรที่มันหวังดีมักมีอะไรแอบแฝงเสมอ และก็เป็นอย่างที่คิด สายตาที่มันมองมาไม่ได้หวังดีแม้แต่น้อย รอยยิ้มนั้นยิ้มเยาะและสมเพชข้าอย่างเปิดเผย

          “… เจ้าจะรอให้ตัวเองเป็นลมแล้วกินรึไง เอดา” เสียงนั้นตอบกลับมา ข้ามองมันอย่างหงุดหงิด แล้วไม่สามารถตอบโตอะไรมันได้ “เจ้ากำลังทรมานตนเอง เหมือนที่ทำอยู่ทุกๆ วัน”   

           “ข้าเปล่า” ความรู้สึกขุ่นมัวแน่นขึ้นมา มือเลื่อนจับดาบ สายตาของข้าไม่อาจทำให้รอยยิ้มของมันหุบลงได้ ความรู้สึกโมโหนั้นมาจากที่ใด พุ่งเข้ามาให้ร้อนใจอย่างไฟผลาญอก มือของข้ากำรอบมีด น้ำหนักของมันทำให้ข้าทวีความรุนแรงจนน่าแปลกใจ

          “… ไอ้ขี้แพ้ เจ้ามันก็ไอ้ทุเรศที่ตามพี่ของเจ้าต้อยๆ เหมือนหมาที่ตามนายของตน”

          “ไม่ใช่!” ข้าตะคอกตอบ

          เพื่อนของข้าหัวเราะ

          “…ถ้าอีธานยังอยู่ คงสมเพชเจ้า และเวทนาจนเจ้าไม่มีโอกาสแม้แต่ได้รอยยิ้มจากเขา” ร่างนั้นขยับเข้ามาใกล้ ปากชิดใกล้จรดใบหู “….. เจ้ามันเป็นได้แค่ตัวโสมมที่ไม่มีใครต้องการ … เอดา” มือของมันเลื่อนลงมาที่เอว ลมหายใจนั้นร้อนและเหม็นเหมือนซากเน่าของศพ “…. เจ้ามันตัวโสมม ที่นอนเกลือกกลัวกับความชั่วที่พ่อของเจ้าทำ”

          มันหัวเราะ

          ฉึก 

          น้ำหนักในมือหายไป สายตาข้ามองไปที่กำแพง แต่มือนั้นกดลงหนักมากขึ้น “…. หุบปาก…” เสียงกระซิบนั้นออกมาจากปาก ข้ารู้สึกถึงความโกรธจากจิตใต้สำนึก “…. เจ้าไม่มีสิทธิ์ มาพูดชื่อของเขา ต่อหน้าข้า” มือดึงมีด สายตาของเพื่อนนั้นเบิกกว้าง ข้าหันกลับมามองคนที่ล้มลง ขาย่อลงแล้วก้มลงไป สิ่งสุดท้ายที่ข้าคิดได้ คือกระหน่ำแทงมันให้

          มันยังหัวเราะอยู่

          สีหน้าและวายตาที่เหลือกแทบถลนแต่รอยยิ้มและเสียงของมันยังดังก้องไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

          ตายไปซะ! หายไปจากสายตาข้า! หายไป! อย่ากลับมา!

          มือของข้าจ้วงแทงมันไม่หยุด ไม่สนใจทั้งสิ้น ให้มันหยุดลง อยากสับมันเป็นชิ้นๆ ให้มันไม่มีโอกาสฟื้นขึ้นมาใหม่ แขนของข้าปัดไปโดนโต๊ะ จานขนมที่มีฝาครอบปิดร่วงหล่น ร่างของกระต่ายสีแดงกระเด็นออกมาจากจานใบงาม

          ซากของกระต่ายที่ตกมายังตักข้า เบ้าตาสีแดงไร้ลูกนัยน์ตาเพราถูกควักออก คล้ายจ้องตอบมายังข้า ลำตัวสีแดงฉานอาบย้อมไปด้วยเลือดสีสดใหม่

          ข้าผงะหงาย ก่อนกรีดร้องโวยวาย สะบัดมันออกไปให้พ้นจากตัว มีดกระเด็นหลุดออกไปจากมือ ทำได้เพียงหมอบสั่นอยู่ที่มุมเตียง น้ำตาอุ่นร้อนไหลออกมา

          “… พี่…. พี่….”  

          ข้าร้องไห้ กระซิบออกมาอย่างน่าสมเพช มือกุมหัวอย่างเสียสติ เสียงของฝีเท้าดังขึ้นมา ร่างของเพื่อนข้าที่อาบย้อมไปด้วยเลือดเข้ามาใกล้แม้จะมีแผลเลือดไหลลิ้น ไส้ทะลักออกมากี่ขด มันเดินโงนเงนแล้วเข้ามา มือมันเลื่อนมาแตะน้ำตาแล้วป้ายออกไป เสียงของมันพูดขึ้นอย่างอ่อนโยน หากแต่กลิ่นเหม็นเน่านั้นคละคลุ้งนัก

          “…. ข้าจะอยู่กับเจ้า”

          มันกระซิบ ข้าร้องไห้โฮออกมาดุจเด็กที่เจอเรื่องเศร้า ไม่ได้เพราตกใจ แต่สมเพชตัวตน อ้อมกอดของเพื่อนข้าไม่ได้อบอุ่น มันว่างเปล่า ซากเน่าที่เดินมานั้นคือตัวตนของข้า

          เพื่อนของข้าไม่ได้มีอยู่ให้เห็นแต่แรกเลย มันไม่มี ที่มีคือภาพหลอน ลวงหลอกให้ข้าพูดคุย ตัวตนที่ข้าไม่รู้ว่ามีอยู่ในสมองของใคร อาจเป็นข้าเองที่สร้างมันขึ้นมา มือของข้าเปื้อนสี เป็นสีแดงที่อาบไปทั้งหัวใจ

          ข้าจับปลายมีดแล้วค่อยๆ กรีดมันลงที่ข้อมือบางๆ ที่ละเส้น ที่ละริ้ว เลือดจากข้อมือข้าไหลริน น้ำตาของข้าผสมรวมกันกับมัน รอยยิ้มของข้าปรากฏพร้อมเสียงหัวเราะที่มีแต่ข้าเองที่ได้ยินจากเพื่อนของข้า

          “เจ้ามันน่าสมเพช”

          …ข้ารู้

          ข้าเกลียดสีแดง อีธาน… ท่านรู้หรือไม่ว่าทำไมข้าถึงเกลียดมัน คำตอบนี้ข้าไม่ได้อยากได้จากท่าน แต่ถ้าข้าจะถาม คงอยากถามท่านว่า

          หากวันหนึ่งข้าไปหาท่านที่ยมโลก ท่านจะยังยิ้มให้ข้าผู้โสโครกผู้นี้ได้หรือไม่

          ดวงตะวันของข้าเอย

          ข้าไม่เคยหวังสิ่งใดนอกจากอยู่กับท่านตราบนิรันดร์

 

คำถามสุดท้ายดังแว่วเข้ามามีสิ่งใดที่ท่านต้องการปกป้อง ทะนุถนอม รักษาไว้ด้วยชีวิตหรือเปล่า? 

ด้วยชีวิตนี้ของข้า นั่นคือเหตุผลทั้งหมดที่ข้ายืนอยู่จุดนี้

ทั้งหมดทั้งสิ้น

เพื่อตัวของข้าเองเท่านั้น 

ท่านเอย… ข้ามีความลับด้วยตัวข้านี้สกปรกนัก

ข้าวิงวอนขอทุกคืนวัน ให้ความลับของข้านั้น

จมหายไปในราตรี

พี่เอย พี่ข้า ข้าจะยิ้มให้ท่านเห็น จะหัวเราะให้ท่านได้ยิน

ท่านคือแสงของข้าแสงสุดท้าย ท่านคือปลายทางในชีวิตของข้า

ข้ารักท่านเบล พี่ข้า

หากย้อนเวลากลับไป ไม่ว่าเมื่อไร ข้าก็อยากเกิดเป็นน้องของพวกท่านอีก

กระต่ายสีแดงนั้นจะเป็นใบเบิกทาง ให้ข้าไปหาท่าน

แม้ว่าท่านจะไม่ต้องการ

แต่บอกแล้ว ทั้งหมดนั้น เพื่อตัวของข้าเอง

เอดา มอสซาวิค

 ใช่แล้ว

ทั้งหมดทั้งมวล

 

 

------------------------------------------------------------------------------------

 

จบแล้วละ แบบว่า เอดาเป็น เอ็ม และนี้คืองานเขี่ยๆ โอย เขียนแล้วไม่อยากให้อ่าาน กลิ้งไปมา 

edit @ 30 Jun 2013 16:00:42 by mo.saic

edit @ 30 Jun 2013 16:06:51 by mo.saic

edit @ 30 Jun 2013 17:18:27 by mo.saic

edit @ 30 Jun 2013 20:38:23 by mo.saic

edit @ 30 Jun 2013 20:47:23 by mo.saic

อื้อหืออ เอดาาา นายช่างดาร์ค.............. /สั่ล

อ่านจากสับเวนท์ของเบล รู้สึกว่าเอดาเป็นเด็กหนุ่มใสๆ แต่พอมาอ่านของจริงช่าง... /นายมีดาร์คไซด์... /ชี้

#9 By BloodyPena :: Through Ages on 2013-07-02 22:40

เรื่องของเอดานี่บรรยากาศวินเทอร์เฟลชัดมาก ชัดแบบทุกอณู บรรยากาศมันหนาวๆ แบบนิ่ง สงบ มีความรัก แต่ Stern อยู่ตลอด คือขอบอกเลยว่าต่อให้ไม่บอกสถานที่แล้วให้ทาย อ่านก็รู้เองว่านี่แหละวินเทอร์เฟล
แต่เอดาเอย...ความจิตนั่นมันอะไรคะ......เธอจะกดดันตัวเองต่อไปทำไมคะเอดา เป็นเด็กน้อยมุ้งมิ้งดีกว่าเยอะน่า!! /โดนจ้วงดับ
เทียบสองมุมกับเรื่องของอิซาเบลล่า เรารู้สึกว่า อืม มันความคิดสองคนเลยจริงๆ เอดาไม่ใช่ผู้ชายที่ควรจะต้องปกป้องแบบนั้น อิซาเบลล่าก็แค่ห่วงน้อง...แต่ว่าพอมาเจออะไรแบบนี้เลยดันกดตัวเองลงไป
รอวันที่เอดาจะผงาดอย่างเต็มภาคภูมิค่ะ! /หรือไม่ภาคภูมิก็ไม่เป็นไรแหละขอให้ผงาดได้ก็พอ (???)

#8 By Star* of Radiance on 2013-07-02 17:19

ตรวจกิจกรรม:
ตัวอักษรทั้งหมด 13,763 ตัว
*สำหรับจุดที่เว้นบรรทัดเป็นช่วงยาว นับว่าเว้นบรรทัดเพียงสองบรรทัดเท่านั้น
ภาพสี 1 ภาพ
ภาพเส้นดินสอ 1 ภาพ
คอมมิคสี 1 ภาพ

รวมทั้งหมด (13763/7)+(300*2)+50 = 2616.14
ผลตอบแทนที่ได้รับ: Money 2500

#7 By EGoT on 2013-07-02 01:57

อืม เราว่าสักวันเอดาจะก้าวผ่านอิซาเบลล่าไปได้นะ
เหมือนสักวันที่ลูกก้าวข้ามนำหน้าพ่อแม่ไป
ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าเอดาจะถลำลึกรึปีนขึ้นมาจากตวามมืดนะ
เอาใจช่วยอยู่ห่างๆนะจ๊ะ :'D 
ปล.เค้าว่ากันว่าเนื้อกระต่ายอร่อยน้า/ผิดมาก

#6 By ยู่ยี่. on 2013-07-01 00:47

แก้ข้อมูลเสร็จแล้วววววววววววววววววววววววววววววว
ยิปปี้
สาธุ
ขอบคุณทุกคนมากค่ะ ดีใจที่มา่าน / กราบ
@handoftheking เอดารักพี่สาวอยู่แล้วค่ะ ฮ่าๆ 
@goldwolf กลัวอยู่ ขอบคุณมากที่ให้เขียนเบลลลล กับอีธาน 
@aathewolf ขอบคุรที่ตรวจคำผิดให้ แงงง ละเอียดมาก /กอดพี่หมาเอเอ
@commustory หุ ห ุ.... ไม่มั่นใจนะ เอดามันออกเพ้ยนไปแล้ว ปล. เราขอแหมยาวๆ ใส่กริซ

#5 By mo.saic on 2013-06-30 21:04

เอดา นายซ่อนอะไรพวกนี้ไว้ภายใต้ความใสงุงิเราะะะะะะะ
โธ่ ทำไมนายถึงทำอย่างนั้น ;v; นายต้องการจะจมดิ่งลงไปมากกว่านี้อีกหรือ
อารมณ์มันเหมือนแบบ ร่างกายอยู่ในที่สว่าง แต่วิญญาณโดนดึงอยู่ในความมืดมิดยังไงยังงั้น
จะมีสักวันไหมนะที่จิตวิญญาณของนายจะได้สัมผัสแสงสว่างบ้าง YvY

#4 By CMS_NaDaRe on 2013-06-30 20:23

นี่เองที่มาของความ M ของเอดา............
นายมันดาร์กนี่....!!!!!
เอดากดตัวเองลงต่ำเกินไปนะ  อาจจะเพราะทุกคนทำแบบนั้นกับเขา  และอาจเพราะเขาทำเช่นนั้นกับตัวเองมานานเกินไป....
เอดา ; [] ;

#3 By A.A the wolf on 2013-06-30 19:15

เอดา... //พี่สาวนายอยากให้มีฟวามสุขนะ  //นายโหดจัง //เอามาให้เบลทำสตูว์กระต่ายไหม #ไม่... 
พี่ออเข้าใจเบลดีนะ   พี่ออเข้าใจอีธานดีด้วย #ดิฉันยังไม่เข้าใจอีธานมันดีเลยล่ะเอาจริงๆ
คิดไว้คร่าวๆว่าเป็นไทป์ผู้ชายปกติที่อยากเป็นฮีโร่วของทุกคน อยากปกป้องน้อง ปกป้องครอบครัวเพราะรับปากกับแม่ไว้ แล้วหยิ่งทะนง ผยองลำพอง เพราะมีความสามารถเกินอายุ อีธานไม่ได้ดีแบบที่นายคิดหรอกนะ //มันลำพองเกินไป
อ่านแล้วอยากจะซึ้งแทนเบล แต่เบลน่ะก็คงคิดแต่ว่านายเป็นเด็กใสใสไม่อยากให้ตามมาอยู่ดีนั่นแหละ 

#2 By Wolf.G on 2013-06-30 18:02

เอดาโหดกว่าที่คิดค่ะ !!!!!
นี่พูดเลย 555+
มองผ่านสายตาพี่สาว เอดาจะเหมือนคนที่ต้องปกป้องเอาไว้ ดูใส ๆ ด้วยซ้ำ
แต่อ่านจากมุมเจ้าตัว รู้สึกเลยว่ามีอะไร ๆ ในตัวมากกว่านั้นค่ะ และเป็นคนมองโลกในแง่ลบมาก แม้แต่มองตัวเองก็มองในแง่ลบ ดีไม่ดีมากกว่าพี่สาว เพียงแต่เลือกจะไม่แสดงออกมาเท่านั้น ก็ผ่านอะไร ๆ มาแบบนั้นนี่นะ
*พราก*
ตอนอ่านถึงความปรารถนาสุดท้ายนี่ขนลุกเลย "เพื่อตัวข้าเองเท่านั้น" ซี้ดดดดดด นี่มันก๊าวแบบแปลก ๆ

#1 By Lionel EGoT on 2013-06-30 16:41